ບລ໋ອກໃຕ້ຟ້າສີຄາມນີ້ ຂພຈ ສ້າງຂື້ນມາຫຼີ້ນໆ ແລະ ກໍ່ຫາກະຮຽນເຮັດ ແບບມືສະໝັກຫຼີ້ນ ຖືວ່າບລ໋ອກນີ້ຍັງບໍ່ທັນສົມບູນເທື່ອ ຍັງຕ້ອງໄດ້ດັດແປງ, ແກ້ໄຂຫຼາຍ ອັນຢູ່. ດັ່ງນັ້ນ, ຈິ່ງບໍ່ອາດຈະມີບ່ອນຂາດ ຕົກບົກຜ່ອງ ເພາະບລ໋ອກນີ້ເປັນກ້າວແລກຂອງຂພຈ ທີ່ຫັດເຮັດເອງກັບມື ແລະ ຕໍ່ໄປຄິດວ່າສິພະຍາຍາມ ປັບປຸງ ເຮັດໃຫ້ມັນດີຂື້ນກວ່ານີ້ ແລະ ນຳອອກໄປໃຊ້ສູ່ສາຍຕາມວນຊົນ..ແນ່ນອນ.!
7.16.2555
ມູມມອງຂອງພຣະອະຣະຫັນ
ພຣະອະຣະຫັນຖືວ່າ ຮ່າງກາຍຂອງຄົນເຮົາປຽບເໝືອນເຮືອຮົ່ວ ທີ່ເຮົາໃຊ້ໂດຍສານຂ້າມແມ່ນ້ຳຊົ່ວຄາວ ໂດຍຄິດວ່າເຮືອບໍ່ແມ່ນຂອງເຮົາ ແລະ ເຮົາບໍ່ໄດ້ເປັນເຈົ້າຂອງເຮືອ. ໃນລະຫວ່າງທີ່ເຮົາຢູ່ໃນເຮືອ ເຮົາກໍ່ຮັກສາເຮືອຄືອັດຮູ້ຮົ່ວຂອງເຮືອ ປະຄັບປະຄອງເພື່ອບໍ່ໃຫ້ເຮືອລົ້ມ ເພື່ອຫວັງໃຫ້ເຮືອພາເຮົາໄປເຖິງຝັ່ງ ເມື່ອເຖິງຝັ່ງແລ້ວເຮົາກໍ່ຖີ້ມເຮືອໜີ ໂດຍບໍ່ມີຄວາມອາໄລອາວອນເຮືອເລີຍ ແລະ ກໍ່ບໍ່ມີໃຜຈັກຄົນເລີຍທີ່ຈະແບກເຮືອໄປນຳ. ເພາະສະນັ້ນ, ເຮົາຈິ່ງບໍ່ເກີດຄວາມທຸກເພາະເຮືອ. .....โอวาทธรรมโดย หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
เหตุใดท้าวสักกะเทวราชแปลงพระองค์
เหตุใดท้าวสักกะเทวราชแปลงพระองค์
ให้เป็นคนชรายากเข็ญเพื่อใส่บาตรพระมหากัสสปะ
++++++++++++++++++++
.....ท้าวสักกะเทวราชมีพระประสงค์จะถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปะ ด้วยเหตุว่าเมื่อสมัยที่ท่านเป็นสมเด็จพระอมรินทราธราช เสวยทิพยสมบัติเป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์มาเป็นเวลาช้านาน ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นเทพเจ้าชั้นผู้ใหญ่บางองค์ ซึ่งมีรัศมีและมีความสวยงาม ทั้งมีปราสาทวิมานประเสริฐวิเศษกว่าตนผู้มีอำนาจใหญ่กว่า จึงทรงบังเกิดความมหัศจรรย์ในพระทัย ครุ่นคิดสงสัยอยู่ว่า
“....เป็นเพราะเหตุใดฤา เทวดาผู้มาอุบัติใหม่เหล่านี้จึงมีปราสาทวิมานมีรัศมีและความสง่างามยิ่งไป กว่าตัวเราผู้เป็นใหญ่ เรานี้ไซร้คงมีแต่อำนาจเป็นใหญ่เหนือเขาเพียงอย่างเดียว เมื่อเหลียวแลดูรัศมีมีปราสาทวิมานและความสง่างามแล้วก็ดูด้วยกว่าเทวดาผู้ มาอุบัติใหม่ น่าอับอายเป็นนักหนา....”
ในที่สุดก็ทรงทราบเหตุผลตามความเป็นจริงว่า......?
…..การที่เป็นเช่นนี้ ก็ด้วยเหตุที่เทวดาผู้มาอุบัติใหม่ได้สร้างกุศลไว้ในพระพุทธศาสนา มีโอกาสที่เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาแห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์เจ้าแล้วมี จิตผ่องแผ้วเลื่อมใสสร้างบุญกุศลไว้ในพระพุทธศาสนา เมื่อมาอุบัติเป็นเทวดาอยู่ในความปกครองของเราจึงมีทิพยสมบัติวิเศษมากมาย และท่านเป็นผู้โชคร้าย เป็นมนุษย์นอกพระพุทธศาสนา สร้างบุญกุศลไว้นอกพระพุทธศาสนา แม้ว่ามีตำแหน่ง มียศใหญ่ แต่มีทิพยสมบัติด้อยน้อยกว่า เมื่อท่านรู้ได้อย่างแจ้งชัดแล้วว่ากุศลอันใดที่บุคคลได้กระทำในเวลาที่อยู่ ในพระพุทธศาสนา กุศลกรรมนั้นประเสริฐยิ่งนัก มีอานิสงส์ไพบูลย์ยิ่งใหญ่กว่ากุศลกรรมที่ทำในเวลาที่ว่างจากพระพุทธศาสนา จึงทรงตั้งพระทัยจักสร้างบุญกุศลในพระพุทธศาสนาให้จงได้บ้าง....
เมื่อจิตเลื่อมใสแล้ว ทักษิณาทานชื่อว่าน้อย ย่อมไม่มี (พุทธภาษิต)
++++++++++++++++++++++
ให้เป็นคนชรายากเข็ญเพื่อใส่บาตรพระมหากัสสปะ
++++++++++++++++++++
.....ท้าวสักกะเทวราชมีพระประสงค์จะถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปะ ด้วยเหตุว่าเมื่อสมัยที่ท่านเป็นสมเด็จพระอมรินทราธราช เสวยทิพยสมบัติเป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์มาเป็นเวลาช้านาน ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นเทพเจ้าชั้นผู้ใหญ่บางองค์ ซึ่งมีรัศมีและมีความสวยงาม ทั้งมีปราสาทวิมานประเสริฐวิเศษกว่าตนผู้มีอำนาจใหญ่กว่า จึงทรงบังเกิดความมหัศจรรย์ในพระทัย ครุ่นคิดสงสัยอยู่ว่า
“....เป็นเพราะเหตุใดฤา เทวดาผู้มาอุบัติใหม่เหล่านี้จึงมีปราสาทวิมานมีรัศมีและความสง่างามยิ่งไป กว่าตัวเราผู้เป็นใหญ่ เรานี้ไซร้คงมีแต่อำนาจเป็นใหญ่เหนือเขาเพียงอย่างเดียว เมื่อเหลียวแลดูรัศมีมีปราสาทวิมานและความสง่างามแล้วก็ดูด้วยกว่าเทวดาผู้ มาอุบัติใหม่ น่าอับอายเป็นนักหนา....”
ในที่สุดก็ทรงทราบเหตุผลตามความเป็นจริงว่า......?
…..การที่เป็นเช่นนี้ ก็ด้วยเหตุที่เทวดาผู้มาอุบัติใหม่ได้สร้างกุศลไว้ในพระพุทธศาสนา มีโอกาสที่เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาแห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์เจ้าแล้วมี จิตผ่องแผ้วเลื่อมใสสร้างบุญกุศลไว้ในพระพุทธศาสนา เมื่อมาอุบัติเป็นเทวดาอยู่ในความปกครองของเราจึงมีทิพยสมบัติวิเศษมากมาย และท่านเป็นผู้โชคร้าย เป็นมนุษย์นอกพระพุทธศาสนา สร้างบุญกุศลไว้นอกพระพุทธศาสนา แม้ว่ามีตำแหน่ง มียศใหญ่ แต่มีทิพยสมบัติด้อยน้อยกว่า เมื่อท่านรู้ได้อย่างแจ้งชัดแล้วว่ากุศลอันใดที่บุคคลได้กระทำในเวลาที่อยู่ ในพระพุทธศาสนา กุศลกรรมนั้นประเสริฐยิ่งนัก มีอานิสงส์ไพบูลย์ยิ่งใหญ่กว่ากุศลกรรมที่ทำในเวลาที่ว่างจากพระพุทธศาสนา จึงทรงตั้งพระทัยจักสร้างบุญกุศลในพระพุทธศาสนาให้จงได้บ้าง....
เมื่อจิตเลื่อมใสแล้ว ทักษิณาทานชื่อว่าน้อย ย่อมไม่มี (พุทธภาษิต)
++++++++++++++++++++++
เหตุผลของผู้หญิง
เหตุผลของผู้หญิง
ผู้หญิงมักมีเหตุผลที่ฟังขึ้นเสมอ
*********************
บ่ายวันหนึ่งระหว่างหญิงสาวสวยกำลังซักผ้าอยู่ริมน้ำนั้นแปรงซักผ้าคู่มือก็หลุดมือจม
ลงน้ำไป หญิงสาวสวยก็ทำอะไรไม่ถูกได้แต่นั่งร้องไห้อยู่ริมน้ำ
ทันใดนั้นเองเทวดาก็ลอยขึ้นมาจากผิวน้ำแล้วถามว่า ' มีปัญหาอะไรรึ '
' แปรงซักผ้าดิฉันตกลงไปในน้ำแล้ว และตรงนี้น้ำลึกมาก
ต่อไปดิฉันจะเอาอะไรไปซักผ้าหาเลี้ยงลูกสามีได้หละท่าน '
เทวดาได้ยินดังนั้นก็ดำน้ำลงไปสักพักแล้วขึ้นมาพร้อมกับแปรงซักผ้าทองคำ
' เอ้าแปรงซักผ้านี้ใช่แปรงซักผ้าของเจ้าใช่รึไม่ ?' เทวดาถามหญิงสาวสวย
' ไม่ใช่ค่ะ '
เทวดาก็ดำน้ำลงไปอีกครั้งกลับขึ้นมากับแปรงซักผ้าเงิน
' เอ้าแล้วแปรงซักผ้านี้หละใช่ของเจ้ารึไม่ ?'
' ไม่ใช่ค่ะแปรงซักผ้าของดิฉันทำจากเหล็กมีด้ามไม้เก่าๆ ไม่ใช่แปรงซักผ้าเงิน แปรงซักผ้าทอง '
เทวดาจึงดำลงน้ำไปอีกครั้งแล้วกลับขึ้นมาพร้อมกับแปรงซักผ้าเหล็กคู่มือหญิงสาวสวย
' เอ้าแปรงซักผ้าของเจ้า แต่เราเห็นเจ้าเป็นคนดีซื่อสัตย์ไม่โกหก
เราจะให้แปรงซักผ้าเงิน กับแปรงซักผ้าทองคำแก่เจ้าไปด้วย
เพื่อตอบแทนในการที่เจ้าเป็นคนดี '
หญิงสาวสวยจึงรับแปรงซักผ้าไว้แล้วกลับบ้านด้วยความสุข
หนึ่งเดือนต่อมา ............
ระหว่างที่หญิงสาวสวยกำลังเดินเล่นอยู่ริมน้ำพร้อมกับสามีของเธออยู่นั้น
สามีก็ลื่นตกน้ำไป หญิงสาวสวยทำอะไรไม่ถูกได้แต่นั่งร้องไห้ริมน้ำ
ทันใดนั้นเทวดาองค์เดิมก็ปรากฏกายออกมาอีกครั้ง
' เอ้าคราวนี้เจ้ามีปัญหาอะไรรึ '
' สามีดิฉันลื่นตกน้ำไปเมื่อกี้นี้ค่ะ '
ได้ยินดังนั้นเทวดาจึงดำน้ำลงไป และขึ้นมาพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่งที่เหมือนกันกับพี่เคน ธีรเดช วงษ์พัวพันธุ์
ตั้งแต่หัวจรดเท้า ' ผู้ชายคนนี้ใช่สามีเจ้ารึไม่ ?'
'ใช่แล้วค่ะ ' หญิงสาวสวยตอบทันที
เทวดาจึงโกรธมาก เพราะเห็นว่าหญิงสาวสวยโกหก และไม่ซื่อสัตย์เหมือนก่อน
' ขออภัยด้วยค่ะท่านเทวดา มันเป็นการเข้าใจผิดค่ะ '
หญิงสาวสวยรีบชี้แจงทันใด
'ถ้าเกิดดิฉันตอบว่าไม่ใช่ ดิฉันเดาว่าท่านก็คงจะลงไปในน้ำอีกครั้ง
แล้วกลับขึ้นมาพร้อมกับผู้ชายที่เหมือนกับ มาริโอ้
และเมื่อดิฉันปฏิเสธอีกท่าก็คงจำดำลงไปอีกครั้งแล้วนำสามีดิฉันตัวจริงขึ้นมา
สุดท้ายท่านก็คงจะให้ผู้ชายอีก 2 คนดิฉันด้วย
เพื่อตอบแทนที่ดิฉันไม่โกหก
แต่ว่า .... ดิฉันเป็นแค่หญิงสาวสวยจะมีปัญญาอะไรไปหาเงินเลี้ยงสามีพร้อมกัน 3 คนได้หละค่ะ (รับไม่ไหวค่ะ ได้ทีละคน)
ดิฉันจึงจำเป็นต้องตอบว่าใช่ตั้งแต่แรก '
เทวดา ' เออ!!!จริงของมึง '
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อใดที่ผู้หญิงโกหก
แสดงว่าหญิงผู้นั้นจะต้องมีเหตุผลจำเป็นในการโกหก และมีเจตนาดีอย่างแน่นอน
ผู้หญิงมักมีเหตุผลที่ฟังขึ้นเสมอ
*********************
บ่ายวันหนึ่งระหว่างหญิงสาวสวยกำลังซักผ้าอยู่ริมน้ำนั้นแปรงซักผ้าคู่มือก็หลุดมือจม
ลงน้ำไป หญิงสาวสวยก็ทำอะไรไม่ถูกได้แต่นั่งร้องไห้อยู่ริมน้ำ
ทันใดนั้นเองเทวดาก็ลอยขึ้นมาจากผิวน้ำแล้วถามว่า ' มีปัญหาอะไรรึ '
' แปรงซักผ้าดิฉันตกลงไปในน้ำแล้ว และตรงนี้น้ำลึกมาก
ต่อไปดิฉันจะเอาอะไรไปซักผ้าหาเลี้ยงลูกสามีได้หละท่าน '
เทวดาได้ยินดังนั้นก็ดำน้ำลงไปสักพักแล้วขึ้นมาพร้อมกับแปรงซักผ้าทองคำ
' เอ้าแปรงซักผ้านี้ใช่แปรงซักผ้าของเจ้าใช่รึไม่ ?' เทวดาถามหญิงสาวสวย
' ไม่ใช่ค่ะ '
เทวดาก็ดำน้ำลงไปอีกครั้งกลับขึ้นมากับแปรงซักผ้าเงิน
' เอ้าแล้วแปรงซักผ้านี้หละใช่ของเจ้ารึไม่ ?'
' ไม่ใช่ค่ะแปรงซักผ้าของดิฉันทำจากเหล็กมีด้ามไม้เก่าๆ ไม่ใช่แปรงซักผ้าเงิน แปรงซักผ้าทอง '
เทวดาจึงดำลงน้ำไปอีกครั้งแล้วกลับขึ้นมาพร้อมกับแปรงซักผ้าเหล็กคู่มือหญิงสาวสวย
' เอ้าแปรงซักผ้าของเจ้า แต่เราเห็นเจ้าเป็นคนดีซื่อสัตย์ไม่โกหก
เราจะให้แปรงซักผ้าเงิน กับแปรงซักผ้าทองคำแก่เจ้าไปด้วย
เพื่อตอบแทนในการที่เจ้าเป็นคนดี '
หญิงสาวสวยจึงรับแปรงซักผ้าไว้แล้วกลับบ้านด้วยความสุข
หนึ่งเดือนต่อมา ............
ระหว่างที่หญิงสาวสวยกำลังเดินเล่นอยู่ริมน้ำพร้อมกับสามีของเธออยู่นั้น
สามีก็ลื่นตกน้ำไป หญิงสาวสวยทำอะไรไม่ถูกได้แต่นั่งร้องไห้ริมน้ำ
ทันใดนั้นเทวดาองค์เดิมก็ปรากฏกายออกมาอีกครั้ง
' เอ้าคราวนี้เจ้ามีปัญหาอะไรรึ '
' สามีดิฉันลื่นตกน้ำไปเมื่อกี้นี้ค่ะ '
ได้ยินดังนั้นเทวดาจึงดำน้ำลงไป และขึ้นมาพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่งที่เหมือนกันกับพี่เคน ธีรเดช วงษ์พัวพันธุ์
ตั้งแต่หัวจรดเท้า ' ผู้ชายคนนี้ใช่สามีเจ้ารึไม่ ?'
'ใช่แล้วค่ะ ' หญิงสาวสวยตอบทันที
เทวดาจึงโกรธมาก เพราะเห็นว่าหญิงสาวสวยโกหก และไม่ซื่อสัตย์เหมือนก่อน
' ขออภัยด้วยค่ะท่านเทวดา มันเป็นการเข้าใจผิดค่ะ '
หญิงสาวสวยรีบชี้แจงทันใด
'ถ้าเกิดดิฉันตอบว่าไม่ใช่ ดิฉันเดาว่าท่านก็คงจะลงไปในน้ำอีกครั้ง
แล้วกลับขึ้นมาพร้อมกับผู้ชายที่เหมือนกับ มาริโอ้
และเมื่อดิฉันปฏิเสธอีกท่าก็คงจำดำลงไปอีกครั้งแล้วนำสามีดิฉันตัวจริงขึ้นมา
สุดท้ายท่านก็คงจะให้ผู้ชายอีก 2 คนดิฉันด้วย
เพื่อตอบแทนที่ดิฉันไม่โกหก
แต่ว่า .... ดิฉันเป็นแค่หญิงสาวสวยจะมีปัญญาอะไรไปหาเงินเลี้ยงสามีพร้อมกัน 3 คนได้หละค่ะ (รับไม่ไหวค่ะ ได้ทีละคน)
ดิฉันจึงจำเป็นต้องตอบว่าใช่ตั้งแต่แรก '
เทวดา ' เออ!!!จริงของมึง '
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อใดที่ผู้หญิงโกหก
แสดงว่าหญิงผู้นั้นจะต้องมีเหตุผลจำเป็นในการโกหก และมีเจตนาดีอย่างแน่นอน
นิทานสอนใจ เรื่อง วิธีการหาคู่แท้
*********************
..กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว …มีครูกับลูกศิษย์นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งใกล้กับสนามหญ้าอันกว้างใหญ่
ทันใดนั้น ลูกศิษย์คนหนึ่งก้อถามขึ้นมาว่า
ลูกศิษย์ : อาจารย์คับ ผมสงสัยจังเลยว่า เราจะหาคู่แท้เราเจอได้ไงคับ อาจารย์บอกผมหน่อยได้ไหม คับ?
อาจารย์ : อืม มันเป็นคำถามที่ยากนะ ในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำถาม ที่ง่ายเหมือนกันนะ
ลูกศิษย์ : อืม?….งงอะไม่เข้าใจ
อาจารย์ : โอเค งั้น เธอลองมองไปทางนั้นนะ ตรงนั้นน่ะ มีหญ้าเยอะแยะ เลยใช่ไหม เธอลองเดิน ไปหาหญ้าต้นที่สวยที่สุด แล้วเด็ดมาให้ครูสิ ต้นเดียวเท่านั้นนะ แต่ว่า เวลาเธอเดินเนี่ย เธอต้องเดินไป ข้างหน้าอย่างเดียวนะ ห้ามเดินถอยหลัง เข้าใจไหม
ลูกศิษย์ : ได้เลยครับ จาน รอสักครูน่ะครับ (ว่าแล้ว ก้อวิ่งตรงไปยังสนามหญ้า) หลังจากนั้นไม่นาน….
ลูกศิษย์ : ผมกลับมาแล้วครับจาน
อาจารย์ : อืม…แต่ทำไมครูไม่เห็นต้นหญ้าสวย ๆ ในมือเธอเลยหละ
ลูกศิษย์ : อ๋อ คืองี้ครับจาน ตอนที่ผมเดินไปแล้วผมเจอต้นหญ้าสวย ๆ เนี่ย ผมก้อก้อคิดว่า เออ เดี๋ยว ก้อคงเจอต้นที่สวยกว่านี้ ดังนั้นผมก็เลยไม่เด็ดมัน แล้วผมก็เดินไปเรื่อย รู้ตัวอีกที มันก็สุดสนามหญ้าแล้ว ครับ จะเดินกลับก้อไม่ได้ เพราะจานสั่งห้ามไว้
อาจารย์ : นั่นแหละ คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริงหละ …
ต้นหญ้า ก็คือ คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณ ต้นหญ้าที่สวยงาม ก็คือ คนที่คุณชอบ หรือคนที่ดึงดูดคุณนั่นแหละ ส่วนทุ่งหญ้า ก็คือ เวลา … เวลาที่คุณจะหาคู่แท้ของคุณ อย่ามัวแต่เปรียบเทียบ แล้ว คิดว่า คงจะมีที่ดีกว่านี้ เพราะถ้าคุณ มัวแต่ เปรียบเทียบ คุณจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ อย่าลืมว่า…”เวลาไม่เคยย้อนกลับ”
ใครเคยเจอเรื่องแบบนี้ กับชีวิตจริงมั่งไหม :)
+++++++++++++++++++++++++++
ອົງແຫ່ງທັມມະກະທຶກ
+++++++++++++++
1. ສະແດງທັມໄປຕາມລຳດັບບໍ່ຕັດຕອນໃຫ້ຂາດຄວາມ.
2. ອ້າງເຫດຜົນແນະນຳໃຫ້ຜູ້ຟັງເຂົ້າໃຈ
3. ຕັ້ງຈິດເມດຕາປາຖະໜາໃຫ້ເປັນປະໂຫຍດແກ່ຜູ້ຟັງ
4. ບໍ່ສະແດງທັມເພື່ອເຫັນແກ່ລາບ
5. ບໍ່ສະແດງທັມໂດຍກະທົບຕົນ ແລະ ຄົນອື່ນ
แม่อีหนูชูสองนิ้ว
++++++++++++++
มีผัวเมียคู้หนึ่ง แกมีลูกชายสองคนยังเป็นเด็กอยู่ ผัวเมียคู่นี้มีฐานะยากจนมาก แกอาศัยอยู่ที่กระท่อมหลังโกโรโกโสซึ่งอยู่ติดกับลำคลอง ผัวเมียคู่นี้เป็นจอมขี้เกียจทั้งคู่ ผัวชอบเล่นการพนันตีไก่ ส่วนเมียชอบไปเที่ยวนินทาคนโน้นคนนี้อยู่ที่บ้านคนอื่น ผัวเมียคู่นี้มักไม่ยอมเสียเปรียบต่อกัน จึงมักเกิดสงครามกลางบ้านสม่ำเสมอ ขอสรุปว่า
พอผัวเตะป๊าบหนึ่ง เมียก็ด่าทีหนึ่ง
ผัวเตะทีหนึ่ง เมียก็ด่าอีกที
ถ้าผัวเตะสองทีซ้ำกัน เมียก็ด่าสองทีซ้ำกันเช่นกัน
คือไม่มีใครยอมเสียเปรียบใคร เช้าตรู่วันหนึ่ง เมียกำลังต้มน้ำ หุงข้าว ลูกวิ่งไปขอน้ำร้อนจากแม่ เพื่อประคมประหงมไก่ เพราะพ่อเมาเหล้าไปตีไก่เมื่อคืนจึงไม่สามารถทำเองได้ ทำให้แม่อารมณ์เสียตบหน้าลูกจนร้องไห้ ผัวที่กำลังนอนหลับได้ยินเสียงลูกก็ลุกพรวดเหวี่ยงขาพลั่กเข้าที่สีข้างของ เมีย พอดีเมียยกศอกขึ้นรับ ผัวเตะถูกศอกเมียเจ็บหลังเท้า จนต้องทำหน้าอูมๆชอบกล เมียใช่ตวักที่ถืออยู่ในมือ ฟาดโป๊กเข้าที่หัว จนตวักหักเป็นสองท่อน ผัวจึงใช้กำปั้นต่อยซ้ายขวาอุตลุด จนขี้เถ้าฟุ้งราวเกิดพายุใต้ฝุ่น เล่นเอาเมียต้องล้มลุกคลุกคลาน แต่ปากก็ด่าฉอดๆๆๆๆ ซึ่งคำด่าของนางนั้นล้วนหยาบๆคายๆจนไม่สามารถจะเอามาบรรยายลงที่นี้ได้ ลูกชายทั้งสองคนพากันร้องไห้ไปหลบอยู่ที่หลังกระท่อม สองผัวเมียก็ตบตีกัน เมียถอยหนี ผัวก็รุกตามมาเรื่อย จนมาถึงฝั่งคลอง เมียก็ไม่ยอมเลิกด่า ผัวจึงซัดโครมเข้าอย่างแรง ส่งแม่เมียลงตูมไปในลำคลอง เมียโผล่หัวมาได้ก็ด่าในน้ำอีก ยืนด่ารัวฉอดๆๆๆๆราวกับปืนกลอยู่ในน้ำ ราวกับแสกงว่าไม่กลัวแกเว้ย ผัวจึงไปคว้าต้นกล้วยที่ตัดไว้ ต้นขนาดเท่าปลีน่องได้ ใช้ฟาดตูมใส่เมีย แต่เมียก็ดำน้ำหลบ ผัวเลยตีถูกแต่น้ำแตกกระจายดังซ่าๆ และพอได้จังหวะเมียก็โผล่หัวขึ้นมาด่าอีก ผัวก็กระหน่ำตีด้วยความแค้น เลยถูกเข้าอย่างจังหลายที ทำให้นางเมียจมหายเงียบไปใต้น้ำ ผัวจึงวางกล้วยที่หักยู่ยี่ แล้วยืนดูด้วยความวิตก เกรงว่าเมียจะตายจริงๆ เกรงจะเกิดคดีขึ้นโรงขึ้นศาล พอดีมีมือของเมียโผล่ขึ้นมา “ชูสองนิ้ว” ผัวก็เข้าใจว่า เมียคงจะบอบช้ำหนักและกำลังจะตาย จึงชูสองนิ้วบอกฝากลูกชายสองคนด้วยความอาลัยเยี่ยงแม่ทั้งหลายที่มีความ อาลัยต่อลูก ผัวจึงกระโดดตูมลงไปจัดการอุ้มเมียขึ้นมาบนฝั่ง เพราะคลองนั้นเป็นคลองที่ลึกพอควร เมียจะว่ายน้ำหนีไปฝั่งโน้นก็ว่ายไม่เป็น ยืนด่าอยู่ริมน้ำ ยืนด่าอยู่ริมน้ำ และถูกตีจนถอยร่นไปในส่วนลึกของคลอง
___ผัวเมื่ออุ้มเมียขึ้นมาได้ก็จัดการนวดเฟ้น ปากก็พร่ำว่า “ไม่เป็นไรหรอกแม่ไอ้หนู พี่เห็นใจเจ้าแล้ว ที่เจ้ารักลูก ห่วงลูก อุตส่าห์ชูสองนิ้วเพื่อบอกให้พี่เลี้ยงลูกทั้งสองคนด้วย ถ้าน้องตาย” ยังไม่ทันขาดคำ นางผงกศีรษะขึ้นพูดว่า “ที่ข้าชูสองนิ้ว ไม่ใช่ข้าฝากลูกสองคนหรอก ฮึ” “งั้นเองชูทำไมว๊ะ” ผัวถาม “นิ้วหนึ่งข้าด่าพ่อมึง อีกนิ้วหนึ่งด่าแม่มึง” เท่านั้นเองผัวก็ผลักร่างของเมียออก ลุกขึ้นยืนแล้วเตะโครม เมียก็กลิ้งลงคลองอีกครั้งหนึ่ง
++++++++++++++++++++
นิทานเรื่องนี้สอนใจว่า....
การอยู่ร่วมกันอย่างเอาเปรียบกัน ต่างมีทิฎฐิมานะใส่กันและกันนั้นย่อมนำมาแต่ความทุกข์ตลอดกาล
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





