7.16.2555

บวชทำไม – บวชได้อะไร


๑. บวชยกระดับ - ยกระดับจากหีนเพศ ขึ้นสู่อุดมเพศ
๒. บวชขยับขยาย - ได้รับการศึกษากว้างขวาง วิสัยทัศน์กว้างไกล
๓. บวชลบลาย - ทำลายความไม่ดีที่มีในสันดาน
๔. บวชหมายพระนิพพาน - แสวงหาทางพ้นทุกข์

ธรรมประกาศิตสุนทรสรนาท...

..ลิปสติกคู่ใจ ภัยที่มาพร้อมสีสัน (Woman Plus)



ผู้หญิงกับลิปสติกเปรียบเสมือนเพื่อนซี้คู่ใจ ที่สาว ๆ จะไปไหนมาไหนก็ต้องขอให้สีสันของเรียวปากนั้นดูสดใสอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อไหร่ที่คุณเลือกลิปสติกผิดอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อริมฝีปากสวยอวบอิ่มของคุณก็ได้นะคะ วันนี้ womanplus จึงนำวิธีการในการเลือกลิปสติกคู่ใจมาให้สาว ๆ ไว้คิดก่อนซื้อ

ลิปสติก ถือเป็นเครื่องสำอางที่ใช้เพิ่มความสวยงามแก่ริมฝีปาก บำรุงให้ความชุ่มชื้นดูอวบอิ่ม แต่สิ่งที่หลายคนลืมนึกถึงและอาจจะกลืนกินเข้าไปในร่างกายได้ การเลือกลิปสติกถึงจะเป็นเครื่องสำอางชิ้นเล็ก ๆ แต่ก็ต้องพิถีพิถันในการเลือกซื้อ คำนึงถึงคุณภาพเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อไม่ให้มีสารปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกาย และก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย

ก่อนอื่นเรามาดูกันเลยว่า ถ้าหากคุณเลือกลิปสติกที่ไม่มีคุณภาพ หรือซื้อมานานแล้วยังเหลือเก็บเอาไว้แต่ยังคงใช้งานอยู่ หรือซื้อมาแต่ไม่ได้ดูว่าลิปสติกแท่งสวยนั้นหมดอายุแล้วหรือยัง ถ้าเป็นลิปสติกที่หมดอายุ สารในกลุ่มขี้ผึ้งและไขมันที่เสื่อมสภาพจะมีกลิ่นเหม็นหืน และหากไม่ได้ติดฉลากภาษาไทยก็อาจจะทำให้มีการผสมสีที่ห้ามใช้ในการผลิตและ ผิดกฎหมายได้ สิ่งที่สาว ๆ ควรคำนึงถึงก่อนตัดสินใจซื้อก่อนเลยคือการดูชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตก่อน และดูวันเดือนปีที่ผลิตด้วย

นอกจากนั้นยังจะต้องสังเกตตนเองอีกด้วยว่า มีอาการแพ้สารที่อยู่ในลิปสติกแท่งดังกล่าวด้วยหรือไม่ เช่น การแพ้กลิ่นน้ำหอม สารกันเสีย สารกันแดด ที่ส่งผลเสียต่อริมฝีปากของตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงส่วนผสมดังกล่าว

อาการแพ้ที่คุณอาจจะต้องลองสังเกตตัวเอง หากมีอาการดังนี้ ริมฝีปากแห้งเป็นขุย ลอก คัน บวมแดง ริมฝีปากดำคล้ำ บางรายมีตุ่มพอง อักเสบ หากมีอาการเหล่านี้ต้องหยุดใช้ทันที และปรึกษาแพทย์


ดังนั้นวิธีการง่าย ๆ ในการเลือกลิปสติก มีดังนี้

อ่านฉลากให้ถ้วนถี่ ไม่ว่าจะเป็นข้อความภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ควรทำความเข้าใจกับผลิตภัณฑ์ รายละเอียดชื่อเครื่องสำอาง ประเภท หรือชนิด เช่น ลิปมัน ลิปกลอส ส่วนประกอบ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต และผู้นำเข้า อย่างชัดเจน และครบถ้วน

อ่านวิธีใช้ ปริมาณสุทธิ และที่ขาดไม่ได้ คือ วันเดือนปีที่ผลิต ส่วนลิปสติกที่อ้างสรรพคุณป้องกันแสงแดดต้องบอกส่วนประกอบของสารควบคุม ครั้งที่ผลิต และต้องแสดงคำเตือนด้วย

สังเกตลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์ เพราะลิปสติกที่มีคุณภาพจะมีสีผิวเรียบเนียน ไม่เยิ้ม และไม่มีกลิ่นเหม็น อย่าเห็นว่าเป็นของลดราคาแล้วจะซื้อมาตุนเพราะผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นมีวันหมดอายุ

ห้ามใช้ลิปสติกร่วมกับผู้อื่น เพราะเราไม่ทราบเลยว่าเขามีโรคประจำตัวหรือไม่ อาจจะเกิดการติดเชื้อได้ง่าย และควรใช้กับพู่กันที่สะอาดเท่านั้น

เมื่อพบว่าสีลิปสติกเปลี่ยนไป อาจจะเสื่อมคุณภาพ ซึ่งลิปสติกจะมีอายุการใช้งานไม่เกิน 2 ปี
(เครดิต:Kapook.com)

ช่วงชีวิตหนึ่งที่ได้ครองผ้าเหลือง



เมื่อปีที่แล้วผมได้มีโอกาสได้บวชเป็นพระ อยู่ในพระพุทธศาสนาเป็นเวลา1พรรษา เมื่อครู่ได้อ่านกระทู้ บางกระทู้เกี่ยวกับพระสมัยนี้ที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม และจากที่เคยเห็นมาด้วย ก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่ได้คิดตำหนิอะไรมากมาย
แต่ที่จะมาเล่าให้ฟังคือ ช่วงชีวิตหนึ่งที่ได้บวชอยู่ในบวรพระพุทธศาสนาแล้ว จึงอยากมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง ถือเป็นการเล่าสู่กันฟังก็แล้วกันนะครับ บางทีอาจจะทำไห้เราๆเห็นมุมมองใหม่ๆเกิดขึ้นก็ได้ หลายท่านในที่นี้ที่เป็นผู้ชาย อาจจะเคยบวชมาแล้ว ก็คงจะเข้าใจดีถึงความรู้สึก ก่อนหน้าที่ผมจะบวชนั้น ผมก็เป็นประชาชนเดินดินนี่แหละ เป็นคนต่างจังหวัด(กำแพง) ที่มาทำงานอยู่ที่กทม.ด้วยชีวิตที่ดิ้นรนต่อสู้ ปากกัดตีนถีบ เจอคนดีมั่ง คนเลวมั่ง คนหลอกลวง คนเอาเปรียบ สารพัดในกทม.ทุกอย่างรวมกันอยู่ที่กทม. แสงสี เสียงมันยั่วเย้าเร้าใจให้คนเสียคนใด้ง่ายมาก ประกอบกับวัยที่กำลังคึกคะนอง กำลังเที่ยวเตร่
แต่แล้ววันหนึ่งมีเสียงโทรศัพท์ โทรเข้ามา เป็นเสียงแม่ผมนั่นเอง จำได้ว่าตอนนั้น ผมกำลังเตะบอล อยู่กับเพื่อนๆกลุ่มนึง หลังจากไตร่ถามสารทุกสุขดิบกันพอควรแล้ว ปกติก็ไม่ค่อยจะโทรคุยกันเท่าไหร่นัก แล้วบ้านก็ไม่ค่อยจะได้กลับ คุยเสร็จแม่ผมก็เปรยว่า บวชให้แม่หน่อยนะลูก แม่ก็แก่แล้ว ใกล้จะเข้าพรรษาแล้ว คำนี้ทำผมอึ้งไปพักใหญ่ เพราะว่าด้วยที่ผมอายุก็ 28 คือเลยบวชมานานพอสมควร ทุกปีแม่ผมจะต้องวอนให้ผมบวชให้ท่าน ประมาณก่อนเข้าพรรษาประจำ จนปีนี้ซึ่งก็คิดว่าคงจะหนีไม่พ้นแน่ เพราะปีที่ผ่านมาก็อ้างโน้นอ้างนี่จนไม่มีข้ออ้างแล้ว จึงจำเป็นต้องทำตามใจแม่ซักครั้ง
หลังจากได้คุยกันแล้ว ผมมีเวลาอีกประมาณ1เดือนก่อนที่จะต้องบวช ผมรีบสะสางงานที่ค้างไว้ แล้วเดินทางกลับไปบ้าน ผมกลับถึงบ้านด้วยใจ ที่ไม่ค่อยชอบนัก เพราะว่าที่บ้านผมมันเป็นบ้านนอกต่างจังหวัดธรรมดา ผมยังคิดเลยว่าผมจะอยู่ได้หรือเปล่า เพราะความที่ผมอยู่กทม..มาหลายปี เจอคนจอแจทั้งวัน เจอแสงสี พอมาอยู่บ้านก็เงียบสนิท (กลัวอดเที่ยวว่างั้นเถอะ)
ก่อนที่จะบวชผมต้องไปอยู่วัดก่อน(เป็นนาค) ท่องบทที่จะต้องเตรียมตัวเข้าพิธี ผมนึกในใจว่าทำไมมันช่างยากเย็นอย่างนี้ ภาษาบาลีมันช่างจำยากจำเย็นเหลือเกิน แค่ไม่กี่บรรทัดเอง ท่องไม่ได้(มาคิดอีกที ทีเพลงพวกศิลปินที่ร้องกัน บางที่ฟังครั้งเดียวก็ร้องตามได้แล้ว) ในใจคิดว่า เดี๋ยวบวชเสร็จเราก็ได้เที่ยวตามเดิมแล้ว แค่3เดือนเอง คิดอย่างนี้ทำให้ผมสบายใจ รีบกระตื้อรือร้นอ่าน ใช้เวลานานพอควร กว่าจะท่องบทไม่กี่บรรทัดนี้ได้ พอวันบวชมาถึง ตั้งแต่ผมเริ่มโกนผมเลยครับ ผมรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี คือชาวบ้านที่มางานกัน เค้ากระตือรือร้น ที่จะเข้ามาช่วยงานผมมาก คนเถ้าคนแก่เต็มหมด ผมไปตรงไหนก็มีคนอยากคุย อยากถาม โดยเฉพาะแม่ผมก็ปลื้มเลยครับงานนี้
หลังจากเสร็จพิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยง ผมก็จะต้องมาทำพิธีในโบสถ์ (ก็เหมือนกับปฎิญาณ ว่าต้องการจะเป็นพระนั่นแหละ) พระที่วัดมีทั้งหมด11รูปด้วยกัน ต่างรอทำพิธีอยู่ในโบสถ์แล้ว มีเจ้าอาวาส พระอุปัชฌาย์ พระลูกวัด หลังจากที่ทำพิธีในโบสถ์แล้ว ผมสังเกตแม่ผมมีใบหน้าที่มีความสุขมาก ปลื้มมากที่ลูกชายได้บวช ท่านคงคิดว่าวันนี้ที่รอคอย ก็มาถึง ผมห่มเหลือง สะพายบาท มือสองข้างถือตรปัช (เขียนไม่ถูกต้องขออภัย) หลังจากทำพิธีในโบสถ์แล้ว ตอนนี้ผมเป็นพระเต็มตัวแล้ว เดินไปไหนก็จะมีคนที่จะกราบไหว้ เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่ประเสริฐ เป็นผู้ที่บริสุทธ์ ที่จะต้องสืบทอดศาสนาต่อไป
หลังจากเดินออกจากโบสถ์แล้ว ผมไม่ได้มาตัวเปล่าครับ แต่ว่าได้ถือศีลมาทั้งหมด 227 ข้อมาด้วย ซึ่งตลอดการบวช ผมจะต้องรักษาไว้ให้อย่างดีทีเดียว แม้ผมจะเหยียบมดตายซักตัวสองตัว นั้นก็ถือเป็น อาบัติ แล้ว นี่คือข้อแตกต่างระหว่างคนกับพระ ถ้าคนธรรมดาก็คงจะไม่เป็นไร ผมรู้สึกต่างจากคนที่เคยดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่ที่ กทม. อย่างสิ้นเชิง
ผมก้าวออกจากโบสถ์ มีคนรออยู่แล้วประมาณ 20 กว่าคนทั้งหญิงชาย (ส่วนมากเป็นคนเถ้าคนแก่) รอที่จะไส่ธูปไส่เทียนลงในย่ามที่คล้องแขนไว้ มีคนแก่ผู้ชาย2คนนอนลงราบกับพื้นติดกัน ผมงงครับ ไม่เข้าใจว่าทำไม แต่แล้วก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่ง บอกว่า เหยียบเลยคุณๆๆ ผมเก่ๆกังๆอยู่นั่น เพราะคิดว่านี่เป็นคนเถ้าคนแก่ มีอายุมากกว่า อีกทั้งเป็นที่เคารพนับถือตั้งแต่เรายังเด็ก บางคนก็เอาผ้าผืนสีขาวสะอาดมารองพื้นไว้ เพื่อที่จะให้ผมเหยียบลงไป จะให้เราเอาเท้าไปเหยียบบนหลัง บนผ้านะหรือ มันรู้สึกขัดเขินอย่างไงบอกไม่ถูก เมื่อถูกขยั่นขยอมากเข้า ผมก็เลยต้องทำตาม มารู้ทีหลังว่า เขาเชื่อว่าคนที่ได้บวชใหม่ เพิ่งออกจากโบสถ์มาใหม่ๆ ถือว่าเป็นพระที่บริสุทธิ์ที่สุด (คือศีลยังไม่ขาดนั่นเอง) ฉะนั้นอานิสงค์ของศีลตรงนี้ จะทำให้เขาเหล่านั้น ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้หายจากอาการโรคปวดหลังปวดเอว และโรคอื่นๆได้
นั่นทำให้ผมเริ่มรู้สึกเลื่อมไสในพุทธศาสนามากขึ้น จากที่คิดว่าเฉยๆ ไม่ค่อยให้ความสำคัญ ช่วงเวลาที่ครองผ้าเหลืองอยู่นั้น ก็ไช่ว่าจะสบายเหมือนที่คิดไว้นะครับ ประกอบกับเป็นช่วงที่เข้าพรรษาที่เข้มงวดเรื่องธรรมวินัยอย่างมาก ใหนจะเรื่องกิจนิมนต์ต่างๆ ต้องทำวัตรเช้า เย็นทุกวัน ทำบุญทุกวันพระ ไหนจะต้องท่องบทสวดต่างๆ (ซึ่งมีมากมายหลายเท่ากว่าที่ตอนก่อนบวชมาก) ต้องเตรียมตัวสอบ นวกะ ต้องเตรียมตัวเทศน์โปรดโยม รวมถึงเทศน์มหาชาติ มากมาย ต้องดูแลวัด เช่น กวาดถูบริเวณวัด ที่วัดตามต่างจังหวัด จะไม่ค่อยมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายนัก ไม่เหมือนในเมือง อยู่กันแบบสมถะ ข้าวปลาอาหารก็ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ เหมือนเป็นคนธรรมดา เวลาฉันก็เป็นเวลา จะมาฉันพร่ำเพรื่อก็คงไม่ได้ (แรกๆหิวแถวตาย)
แต่น่าแปลกว่า ในใจกลับสงบ เยือกเย็น รู้สึกเป็นสุขอย่างไงบอกไม่ถูก เวลาไปบิณฑบาตรตอนเช้า ตลอดทางมีคนตักบาตร เข้ามากราบไหว้ แสงแดดอ่อนๆ ทั้งดอกไม้กลิ่นหอมที่ชาวบ้านเขาบรรจงทำมาไห้เป็นอย่างดี ข้าวที่กรุ่นไปด้วยควัน ที่เพิ่งออกมาจะออกหม้อใหม่เลย ทั้งแกง ทั้งต้ม ที่เข้าเหล่านั้นทำมาเป็นอย่างดี บรรจงตักไส่บาตร สังเกตุสีหน้าที่คนใส่บาตรแล้ว เขารู้สึกถึงความเต็มใจ และอิ่มเอมใจที่ได้เป็นผู้ให้ และเราเป็นผู้รับก็จะต้องไห้พร รู้สึกได้ถึงความเอื้ออาทรกัน ของมนุษย์เรา ที่แม้แต่เงินมายมายก็หาซื้อไม่ได้
นี่เป็นบรรยากาศทุกเช้า เป็นเรื่องปกติธรรมดาของชุมชนที่ห่างไกลสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ หากแต่เปี่ยมด้วยแรงศรัทธา จิตใจที่เต็มไปด้วยความเป็นมิตร ความอาทรกัน วันไหนฝนตก ไปเดินบิณฑบาตรไม่ได้ วันนั้นจะมีชาวบ้านมาหาถึงที่วัดเลย พร้อมกับข้าว แกง และอื่นๆมาด้วย ด้วยว่ากลัวว่าพระจะไม่มีอะไรฉัน
นี่แหละครับ วิถีชีวิตที่ต่างจังหวัด ในเมืองอย่างกรุงเทพอาจจะหาดูยากซักหน่อย ถึงแม้ในปัจจุบัน เราจะเห็นพระที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม เช่นเดินห้างซื้อซีดี ซื้อเครื่องเสียง แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนน้อย ซึ่งโดยส่วนตัว ก็คิดว่าไม่ค่อยเหมาะสม แต่เราชาวพุทธทั้งหลายก็ขอให้มีจิตใจที่เข้มแข้ง นับถือในพระพุทธศาสนาต่อไป อย่างน้อยการได้เป็นผู้ให้ และมีพระรัตนะตรัยอยู่ในใจแล้ว เราก็จะเป็นสุขแน่นอน หาเวลาว่างวันพระเข้าไปทำบุญซักวัน ถึงจะไม่บ่อยนักก็ยังดี พาลูกพาหลานไปด้วย ปลูกฝังตั้งแต่เล็กเลย แล้วเด็กจะซึมซับแต่สิ่งดีๆแน่นอน
ในระยะที่ได้ครองผ้าเหลืองอยู่เป็นเวลา1พรรษา ผมรู้สึกว่าผมได้อะไรมากมายโดยเฉพาะทางใจ ถึงว่าทำไมแม่ผมถึงรบเร้าให้ผมบวชให้ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ดีนี่เอง เพราะแม่ปราถนาดีกับลูกเสมอ
สิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกก่อนทิ้งท้ายนี้ก็คือ การทดแทนพระคุณพ่อ-แม่ที่ดีที่สุด คือการได้บวช แม้จะเป็นการตอบแทน เพียงแค่เสี้ยวเดียวของพระคุณท่าน ที่ไห้กำเนิดเรามา แต่นั่นเป็นความภูมิใจที่สุด ที่เราจะสามารถมอบให้ท่านได้ ผู้เป็นชายได้เกิดมาแล้ว และได้บวชทดแทนบุญคุณ ถือว่าเป็นคนเต็มคนแล้ว ได้บวชซัก1-2 พรรษา ก็ถือเป็นกุศลอย่างมาก ที่สำคัญคือเราจะต้องเคร่งครัดในกฎวินัย การเป็นพระด้วย ศีล227ข้อ ที่พระพุทธองค์บรรญัติไว้ให้รักษาไว้ให้ได้มากที่สุด แค่นี้เราก็จะได้รับความนับถือจากสาธุชนทั่วไปแล้วล่ะครับ หากรักษาไม่ได้ หักห้ามตัวเองไม่ได้ ก็ไม่ต่างจากปุถุชนทั่วไปเลย
ถ้าเราเข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้แล้ว เราจะได้ประโยชน์อย่างมากมายในการดำรงชีวิตเลยล่ะครับ......


.......

บทความจาก

http://www.budpage.com/

ເລື່ອງດີໆທີ່ຢາກໃຫ້ທຸກຄົນໄດ້ອ່ານ

ເລື່ອງດີໆທີ່ຢາກໃຫ້ທຸກຄົນໄດ້ອ່ານ

     ໝູ່ຂອງ ​ຂ້ອຍ​ເປັນ​ຜູ້ຍິງ​ທຳ​ມະ​ດາໆຄົນໜຶ່ງ ລາວໜ້າຕາ​ດີ ​ເຮົາ​ຮຽນຈົບ​ໃນ​ຄະນະ​ດຽວກັນ ຫລັງ​ຈາກ​ຮຽນຈົບ​ມາ​ໄດ້​ປີກ​ວ່າໆ ຂ້ອຍ​ກໍ່​ໄດ້​ຮັບ​ກາດ​ເຊີນ​ໄປ​ງານ​ແຕ່ງ.
     ວັນ​ແຕ່ງງານ​ຂອງ​ລາວ ລາວງົດງາມ​ແລະ​ສົດ​ໃສ​ເໝືອນ​ເດີມ ​ເບິ່ງ​ແລ້ວ ລາວຄົງຈະ​ພົບ​ເນື້ອ​ຄູ່​ຕາມ​ທີ່​ລາວໄດ້​ໄຝ່ຝັນ​ຢ່າງ​ແທ້​ຈິງ .. ເພື່ອນ​ໃນ​ກຸ່ມ​ຂອງ​ລາວເຖິງ​ກັບ​ຕາ​ຮ້ອນດ້ວຍ​ຄວາມ​ອິດສາ ຢາກ​ແຕ່ງງານ​ເໝືອນກັນກັບ​ລາວ.
     ຜ່ານ​ໄປ​ໄດ້​ເກືອບ​ປີກ​ວ່າໆ ຂ້ອຍ​ກໍ່​ໄດ້​ຂ່າວ​ວ່າ​ລາວ​ໄດ້​ອອກລູກ​ແລ້ວ ພວກໝູ່​ເພື່ອນ​ລວມທັງ​ຂ້ອຍ ກໍ່​ໄດ້​ຕາມ​ໄປ​ເບິ່ງ​ລາວ​ຢູ່​ບ້ານ ລາວ​ຄົງ​ເປັນ​ຄົນ​ໂຊກ​ດີ​ຄົນໜຶ່ງທີ່​ຂ້ອຍ​ເຫັນ ​ເພາະ​ທັງ​ສາມີ​ແລະ​ຄອບ​ຄົວ​ຂອງ​ລາວ​ເບິ່ງ​ມີ​ຄວາມ​ສຸກກັນ​ຖ້ວນໜ້າ ​ເພື່ອນໆຕ່າງ​​ເວົ້າ​​ຢອກ​ລາວ​ວ່າ ລາວ​ຄື​ຄົນ​ຖຶກ​ເລກ​ລາງວັນ​ທີ່ 1 ​ເພາະ​ລາວ​ມີ​ສາມີ​ທີ່​ແສນ​ດີ ຂ້ອຍ​ເອງ​ກໍ່ຮູ້ສຶກແບບນັ້ນ​ເຊັ່ນ​ດຽວກັນ ​ເພາະ​ມັນ​ຊ່າງ​ແຕກ​ຕ່າງ​ຈາກ​ຫລາຍໆຄູ່​ທີ່​ຂ້ອຍ​ເຄີຍ​ໄດ້​ຍິນ​ມາ.
  
ເວລາ​ຜ່ານ​ໄປ​ອີກ​ປີກ​ວ່າໆ​ເຊັ່ນ​ເຄີຍ ຂ້ອຍ​ກໍ່​ໄດ້​ຮັບ​ຂ່າວ​ວ່າ​ລາວ​ໄດ້​ອອກລູກ​ອີກ​ຄົນ ຊີວິດ​ຂອງ​ລາວ​ເຮັດ​ໃຫ້​ຂ້ອຍ​ເລິ່ມຮູ້ສຶກ​ຢາກ​ມີ​ຊີວິດ​ຄູ່​ຂຶ້ນ​ມາ​ທັນທີ ​ເບິ່ງ​ໄປ​ຢ່າ​ມລາວ​ເໝືອນຄັ້ງ​ທີ່​ແລ້ວ ​ແລະຮອດ​ບໍ່​ມີ​ຫຍັງ​ປ່ຽນ​ແປງ ​ເບິ່ງ​ລາວ​ຄື​ມີ​ຄວາມສຸກ​ຫລາຍ​ທີ່​​ໄດ້​ແຕ່ງງານ​ນຳ​ຜູ້​ຊາຍ​ຄົນ​ນີ້ ລາວ​ເອງ​ກໍ່​ບອກ​ກັບ​ຂ້ອຍ​ເຊັ່ນ​ນັ້ນ ຊີວິດ​ຄອບຄົວ​ຂອງ​ລາວ​ມີ​ຄວາມ​ລົງ​ຕົວ​ເປັນ​ຢ່າງ​ດີ.
     ສອງ​ປີຜ່ານ​ໄປ ​ເພື່ອນ​ໃນ​ກຸ່ມ​ຂອງ​ເຮົາ​ແຕ່ງງານ ຂ້ອຍ​ໄດ້​ພົບ​ກັບ​ລາວ​ອີກ​ຄັ້ງ​ໃນ​ງານ​ແຕ່ງ​ນີ້ ຫລັງ​ເລີກ​ຈາກ​ງານ​ແຕ່ງ ຂ້ອຍ​ອາສາ​ພາລາ​ວ​ໄປ​ສົ່ງ​ບ້ານ ຕະຫລອດ​ເສັ້ນທາງ ລາວ​ເຮັດ​​ໃຫ້​ທັດສະນະ​ຄະ​ຕິຂອງ​ຂ້ອຍປ່ຽນ​​ແປງໄປ​​ເລີຍ ລາວ​ໄດ້​ເອີ່ຍ​​ເຖີງ​ເລື່ອງ​ຄອບຄົວ ຊ້ອຍ​ບອກ​ກັບ​ລາວ​ວ່າ ລາວ​ໂຊກ​ດີ​ທີ່​ໄດ້​ສາມີ​ຄົນ​ນີ້ ​ແລ້ວ​ລາວ​ກໍ່​ບອກ​ກັບ​ຂ້ອຍ​ວ່າ ບໍ່ ​ມີ​ໃຜ​ດີ​ທີ່​ສຸດ ທຸກ​ຄົນ​ຍ່ອມ​ມີ​ຂໍ້​ເສຍ ​ແລະ ຂໍ້​ດີ​ແຕກ​ຕ່າງ​ກັນ ​ເຂົາ​ກໍ່​ມີ​ຂໍ້​ເສຍ ​ເຮົາ​ກໍ່​ມີ​ຂໍ້​ເສຍ ​ແຕ່​ເມື່ອ​ແຕ່ງງານ​ກັນ​ແລ້ວ ສິ່ງໜຶ່ງທີ່​ເຮັດ​ໃຫ້​ຊີວິດ​ຄູ່​ຢູ່​ໄດ້​ຄື ການ​ໃຫ້​ອະ​ໄພ ​ແລະ ການ​ປ່ອຍ​ວາງບໍ່​ແມ່ນ​ລາວ​ບໍ່​ເຄີຍ​ພົບ​ເລື່ອງ​ທີ່​ບໍ່ພໍ​ໃຈ ພຽງ​ແຕ່​ລາວ​ບໍ່​ເຮັດ​ໃຫ້​ມັນ​ເປັນ​ເລື້ອງ​ຫລາຍ​ກວ່າ ຂ້ອຍ​ເອງ​ກໍ່​ແອບ​ຊື່ນ​ຊົມ​ລາວ​ຢູ່​ໃນ​ໃຈ .. ສັກ​ພັກໜຶ່ງລາວ​ກໍ່​ເວົ້າ​ຂຶ້ນ​ມາ​ວ່າ ເຈົ້າ​ຮູ້​ບໍ່ ບາງ​ຄັ້ງ​ຂ້ອຍ​ຍັງ​ແອບ​ຄິດ​ຮອດ​ຄົນ​ທີ່​ຂ້ອຍ​ເຄີຍ​ແອບ​ຮັກ​ເລີຍ ຍັງ​ຄົງ​ແອບ​ຄິດ​ຮອດ​ຢູ່​ເປັນ​ປະຈຳ ​ແຕ່​ເຈົ້າ​ຮູ້​ບໍ່ ຂ້ອຍຮູ້​ດີ​ວ່າ ຄົນ​ທີ່​ຂ້ອຍ​ຮັກ ອາດບໍ່​ແມ່ນ​ຄົນ​ທີ່​ເຮົາ​ຈະ​ໃຊ້​ຊີວິດ​ຢູ່​ນຳ​ຂ້ອນຍເຮັດໜ້າງົງໆ ລາວ​ຍິ້ມ​ແລ້ວ​ເວົ້າ​ຕໍ່​ວ່າ ຄົນ​ທີ່​ເຮົາ​ຮັກ ບາງ​ຄັ້ງ​ອາດ​ບໍ່​ເໝາະທີ່​ຈະ​ມາ​ໃຊ້​ຊີວິດ​ຢູ່​ຄູ່​ກັບ​ເຮົາ ​ເຂົາ​ເໝາະ​ພຽງ​ແຄ່​ໃຫ້​ເຮົາ​ໄດ້​ແອບ​ຮັກ ​ແອບ​ຄິດ​ຮອດ ​ໃນ​ຄວາມ​ເປັນ​ຈິງ​ແລ້ວ ​ເຮົາ​ຮູ້ດີ​ວ່າ ຄົນ​ທີ່​ຈະ​ຢູ່​ກັບ​ເຮົາ​ໄດ້​ນັ້ນ​ຕ້ອງ​ເປັນຈັງ​ໃດ ຂ້ອຍ​ເອງ​ກໍ່​ເລືອ​ກຖືກຕ້ອງ​ແລ້ວ ຊີວິດ​ຄູ່​ສະ​ໄໝນີ້ ຄິດ​ແຕ່​ຈະ​ເລືອກ​ສະ​ເພາະ​ຄົນ​ທີ່​ເຮົາ​ຮັກ ​ແຕ່​ບໍ່​ໄດ້​​ແນມ​ເບິ່ງ​ວ່າ​ເຂົາ​ກັບ​ເຮົາ​ເຂົ້າກັນ​ໄດ້​ບໍ່ ​ເຂົາ​ເປັນ​ຄົນ​ແບບ​ໃດ ຈົນ​ກວ່າ​ໄດ້​ຢູ່ນຳ​ກັນ​ແທ້ໆ ​ເມື່ອ​ຄວາມ​ຮັກ​ຫາຍ​ໄປ ຄວາມ​ເປັນ​ໂຕ​ຕົນ​ທີ່​ແທ້​ຈິງ​ກໍ່​ອອກ​ມາ ອັນ​ຫຍັງ​ທີ່​ແຕ່​ກ່ອນ​ເຮັດ​ແລ້ວ​ບໍ່​ສົນ​ໃຈ ດຽວນີ້​ເຮັດ​ຫຍັງໜ້ອຍໜຶ່ງກໍ່​ຂັດ​ຫູ​ຂັດຕາ ​ແລ້ວ​ກໍ່​ມາ​ຈົບ​ລົງ​ທີ່​ການ​ຢ່າ​ຮ້າງ ​ເຈົ້າ​ເຊື່ອ​ຂ້ອຍ​ເຖາະ​ວ່າ ​ເມື່ອ​ຢູ່​ນຳ​ກັນ​ດົນ​ໄປ​ແລ້ວ ຄວາມ​ຮັກ​ມັກ​ມາ​ຊ້າ​ກວ່າ​ຢ່າງ​ອື່ນ​ສະ​ເໝີ ຫາກ​ເຮົາ​ຈະເລືອກ​​ໃຜ​ເປັນ​ຄູ່​ຊີວິດຈັກ​ຄົນ ​ເຮົາ​ຄວນ​ຈະ​ແນມ​ເບິ່ງ​ເຂົາ​ໃຫ້​ຫລາຍ​ກວ່າ​ຄວາມ​ຮັກຂ້ອຍ​ຂັບ​ລົດ​ມາ​ເຖິງໜ້າບ້ານ​ລາວ​ພໍດີ ສາມີ​ລາວ​ອອກ​ມາ​ຮັບ ສອງ​ຄົນ​ພາກັນ​ເຂົ້າ​ເຮືອນ ​ເບິ່ງ​ຄວາມ​ຮັກ​ຂອງ​ລາວ​ແລະ​ຄອບຄົວ​ກໍ່​ອົບ​ອຸ່ນ​ດີ ຫລັງ​ຈາກ​ຂ້ອຍ​ຂັບ​ລົດ​ກັບ ຂ້ອຍ​ກໍ່​ຄິດ​ໄດ້ທັນທີ​ວ່າ ຫລາຍ​ຄັ້ງ​ຄົນ​ທີ່ຢູ່​ຄຽງຂ້າງ​ຂ້ອຍ ມັກ​ຖາມ​ຂ້ອຍ​ວ່າ ​ເມື່ອ​ໃດ​ຈະ​ແຕ່ງງານ​ຈັກ​ເທື່ອ ​ແຕ່​ຂ້ອຍ​ກັບ​ຄິດ​ເຖິງ​ແຕ່​ຄົນໆໜຶ່ງ ທີ່​ຂ້ອຍ​ຫລົງ​ຮັກ ຈົນ​ລືມ​ຄວາ​ມຈິງ​ໄປ​ວ່າ ​ເຮົາ​ຄວນ​ຢູ່ກັບ​ສິ່ງ​ທີ່​ແມ່ນ​ຫລາຍ​ກວ່າພະຍາຍາມ​ຮຽກຮ້ອງຫາ​ສິ່ງ​ທີ່​ເປັນ​ພຽງຄວາມ​ວ່າງ​ເປົ່າ ຄຳ​ເວົ້າ​ຂອງ​ລາວ ​ເຮັດ​ໃຫ້​ຂ້ອຍ​ແນມ​ຄຳ​ວ່າຊີ​ວິດ​ຄູ່​ປ່ຽນ​ໄປ ​ແລະ ​ເປີດ​ໃຈ​ຮັບ​ກັບ​ການ​ແຕ່ງງານ​ຫລາຍ​ຂື້ນ ຈົນ​ເຖິງ​ທຸກ​ມື້​ນີ້ ຂ້ອຍ​ມີ​ລູກ​ແລ້ວ​ສອງ​ຄົນ​ກັບ​ຄົນ​ທີ່​ຂ້ອຍ​ເລືອກ​ແລ້ວ​ວ່າ ລາວ​ຄວນ​ຄ່າ​ເປັນ​ພໍ່(ຫຼື​ແມ່)​ຂອງ​ລູກ​ຂ້ອຍ.
ແລ້ວ​ເຈົ້າ​ລະ​ຈະ​ເລືອກ​ ຄົນ​ທີ່​ແມ່ນຫຼື ຄົນ​ທີ່​ມ  ((ຄັດມາຈາກເວບຍີ້ມລາວ.ຄອມ))

5 วิธีจับโกหก


การที่เราสามารถจับโกหกได้เมื่อมีคนพูดโกหกกับเราทั้งคำโกหกที่ไม่มีพิษภัย และโกหกคำโตที่ก่อเรื่องได้นั้นสำคัญมากโดยเฉพาะในธุรกิจ เพราะนั่นอาจหมายถึงข้อตกลงที่ดีหรือไม่ดีก็ได้ มาลองพัฒนาทักษะที่จะแยกระหว่างเจตนาดีกับการหลอกลวงด้วยเคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญ

!!

1.ฟังให้ดี!!

เคยสังเกตหรือไม่ว่าระดับเสียงของบางคนเปลี่ยนไปจากปกติ เคยได้ยินเสียงแตกปร่าทั้งที่คนคนนั้นไม่ใช่คนเสียงแตกไหม ควรใส่ใจกับเสียงที่เปลี่ยนไปเพราะอาจบ่งบอกถึงการหลอกลวง

ผลพิสูจน์ระบุชัดเมื่อพอล เอ็กแมนและมอรีน โอซุลลิแวน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโกทดสอบคน 509 คน ทั้งจากหน่วยราชการลับ, ซีไอเอ, เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ, นักจิตเวช และนักศึกษาเรื่องความสามารถในการจับโกหก โดยให้ผู้ทดสอบทั้งหมดดูวิดีโอที่มีคนสิบคนทั้งคนที่โกหกและคนที่พูดความ จริง

ในวิดีโอ หญิงผู้หนึ่งบรรยายความสวยของดอกไม้ที่เธอมองอยู่ แม้จะยิ้มขณะพูด แต่บางคนสังเกตว่าเธอพูดจาไม่เต็มเสียง คำพูดขาดความสดใส และมือดูจะเกร็งไม่ผ่อนคลาย หน่วยราชการลับคนหนึ่งบอกว่าเธอโกหกแน่นอน เขาพูดถูก (ส่วนใหญ่หน่วยราชการลับมักจับคนโกหกได้ถึง 86% พวกเขาเก่งกว่าใครในเรื่องนี้)

ถึงกระนั้น พฤติกรรมอื่นๆก็ต้องนำมาพิจารณาด้วย เสียงที่เปลี่ยนไปมักบ่งบอกว่าโกหก "ความเร็วในการพูดเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเร็วหรือช้าไป รวมทั้งการหายใจที่เปลี่ยนไป" โอซุลลิแวนกล่าว

2. ดูคำที่ใช้

แล้วถ้าเป็นข้อเขียนล่ะ เราจะจับโกหกในจดหมาย เอกสาร หรืออีเมล์ได้หรือไม่ ที่มหาวิทยาลัยเทกซัส ศาสตราจารย์เจมส์ เพนนีเบเคอร์และเพื่อนร่วมงานพัฒนาซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ชื่อ Linguistic Inquiry and Word Count (LIWC) ซึ่งจะช่วยวิเคราะห์ข้อเขียนและคำพูดว่าโกหกหรือไม่ เพนนีเบเคอร์บอกว่าการพูดโกหกจะบอกได้จากสองสิ่งที่สำคัญ

อย่างแรกคือ นักโป้ปดจะใช้คำสรรพนามของบุรุษที่หนึ่ง เช่น ฉัน, ของฉัน น้อยกว่าคนที่พูดความจริง เหมือนพยายามสร้างระยะห่างระหว่างพวกเขากับเรื่องราวที่แต่งขึ้น เหมือนไม่ได้เป็นเจ้าของเรื่องนั้นๆ เช่น "เอกสารส่งไปเมื่อวานนี้" ซึ่งตรงข้ามกับคำพูดตรงๆบ่งบอกว่าเป็นเรื่องของตัวเองอย่าง "ฉันส่งเอกสารไปเมื่อวานนี้" อย่างที่สองคือ นักโกหกจะไม่ค่อยใช้คำแยกประโยค อย่างคำว่า แต่, ไม่ว่า, นอกเสียจาก, ถึงแม้ว่า เพราะพวกนี้จะมีปัญหากับการคิดซับซ้อนโดยคำที่ใช้นั้นก็ฟ้องอยู่แล้ว

3.อย่ามองแค่ตา

เรามักจะคิดว่าตาหลุกหลิกคือสัญญาณที่รู้กันดีว่าโกหก แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หรือ เหตุการณ์ตอนนั้นด้วย (นักเล่นโป๊กเกอร์ถึงระวังไม่ให้ตา "แบไต๋" จนเกินไป)

"ถ้าคนคนนั้นมองไปทางอื่นขณะครุ่นคิดเรื่องหนักๆอยู่ไม่ถือว่ามีพิรุธ" โอซุลลิแวนกล่าว "แต่ถ้าเขาเฉไฉมองไปทางอื่นขณะตอบคำถามที่น่าจะง่าย นี่สิน่าสงสัย"

หัวข้อที่โกหกก็เป็นประเด็นสำคัญ "ถ้าคนโกหกเรื่องที่อับอาย ยากที่เขาจะมองตาเราได้" โอซุลลิแวนกล่าว " แต่สำหรับคำโกหกที่ไม่มีพิษภัย ไม่มีอะไรต้องอายในการโกหก คนเราก็จะจ้องตาได้นานขึ้น"

4. สังเกตดูภาษากายโดยรวม

อวัยวะเพียงส่วนเดียวของร่างกาย อย่างเช่น ตา จมูก หู หรือมือ ไม่ได้บอกเราทั้งหมด เมื่อพูดถึงการโกหก มันไม่ง่ายอย่างนั้น "ไม่มีจมูกแบบพิน็อกคิโอให้สังเกตหรอก" เอ็กแมนบอกอย่างหนักแน่น "จะจับโกหกให้แม่นยำ คุณต้องพิจารณาดูความกลมกลืนของสีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง ตลอดจนคำพูด"

นั่นหมายถึงการสังเกตคนคนนั้น "โดยรวม" "และเราจะต้องตีความอาการพิรุธจากพฤติกรรมโดยปกติของคนคนนั้น" โอซุลลิแวนกล่าว "ความเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆของมือที่เปลี่ยนไป หรือการใช้มือประกอบท่าทางมากขึ้น ท่ายักไหล่ที่ไปกันไม่ได้กับสิ่งที่พูด พวกนี้เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง" เธอบอก รวมไปถึงท่าทางที่เปลี่ยนไปในระหว่างการสนทนาด้วย

จับตาดู "สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิม" เธอชี้ "อย่างเช่นคนเงียบๆที่อยู่ๆก็พูดมาก คนที่ปกติเคยพูดมากกลับเงียบ นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาโกหกเสมอไป แต่เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาประเมิน"

5. จับอารมณ์ที่ "เล็ดลอด" ออกมา

หลายครั้งที่สีหน้าเพียงแวบเดียวสามารถบอกได้มากมายว่า เขารู้สึกอย่างไรหรือกำลังคิดอะไร ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่เขาพยายามสร้างภาพ แต่ความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าเพียงชั่วแวบนี้ ซึ่งบางทีก็เกิดขึ้นแค่เสี้ยววินาที ไม่ง่ายนักที่จะจับได้ แม้แต่มืออาชีพที่ฝึกศาสตร์ในการจับโกหกอย่างตำรวจ ผู้พิพากษา หรือทนายก็มองไม่ทันอยู่บ่อยๆ และคนที่จงใจโกหกก็มักจะกลบเกลื่อนเช่นใช้รอยยิ้มเพื่ออำพราง

แต่ก็ยังมีช่องโหว่ "ไม่สำคัญว่าเขาจะยิ้มบ่อยแค่ไหน แต่ประเภทของยิ้มต่างหากที่สำคัญ" เอ็กแมนแนะ "ยิ้มที่มาจากความสุข ใจที่แท้จริงไม่ใช่ยิ้มแค่ปาก แต่กล้ามเนื้อรอบๆดวงตาต้องยิ้มไปด้วย ผิดกับยิ้มแบบใส่หน้ากากที่ต้องการปกปิดความกลัวความโกรธ ความเศร้า หรือความเกลียด ถ้าช่างสังเกต คุณจะเห็นร่องรอยอารมณ์เหล่านี้เล็ดลอดออกมา"

หวังว่าคราวหน้าถ้ามีใครโป้ปดกับคุณ คุณ จะรู้วิธีจับโกหกได้

ເມື່ອອ່ານແລ້ວເຈົ້າຈະຍີ້ມກັບມັນ


1. ເຈົ້າກຳລັງອ່ານຂໍ້ຄວາມຂອງຂ້ອຍ

v



2. ເຈົ້າອ່ານຂໍ້ 1 ຈົບໄປແລ້ວ


v

v

3. ເຈົ້າກຳລັງຄິດວ່າມັນຕະລົກວ່າງໃດ

v

v

4. ຄືເຈົ້າກຳລັງຖືກຕົ໋ວ

v

v


5. ເຈົ້າເລິ່ມຄິດວ່າຈະດ່າຂ້ອຍແນວໃດ

v

v

6. ເຈົ້າເລິ່ມລຳຄານ

v

v

 7. ເຈົ້າລຳຄານ​ແຮງໆ

v

v


9. ເຈົ້າຮູ້ສຶກລຳຄານ​ສຸດໆ

v

v


10. ເຈົ້າລຳຄານຈົນລືມເບິ່ງໄປວ່າມັນບໍ່ມີຂໍ້ 8

v

v

11. ເຈົ້າເລື່ອນກັບໄປເບິ່ງຄືນວ່າມັນແມ່ນແທ້ບໍ່

v

v


12. ເຈົ້າເລື່ອນກັບມາອີກແລ້ວ .. ເຮີໆ

v

v


13. ເຈົ້າເລິ່ມເລື່ອນລົງແລ້ວ

v

v

14. ເຈົ້າເລື່ອນລົງຢ່າງໄວ

v

v


15. ແລະກໍ່ ໄວໆໆ ....

v

v

16. ໄວຂະໜາດ ..

v

v


17. ໄວຈົນບໍ່ຮູ້ວ່າຂໍ້ 13 ນັ້ນມີ 2 ຂໍ້ ...

v

v


18. ແລ້ວເຈົ້າກໍ່ຍ້ອນກັບໄປເບິ່ງອີກຄັ້ງ

v

v


19. ເຈົ້າຖືກຕົ໋ວໄປເຕັມໆ ຂໍ້ທີ 13 ນັ້ນມີຢູ່ ຂໍ້ດຽວ .. ຮິໆໆໆ

v

v


20. ເຈົ້າສ່າຍຫົວໄປມາ .. ຄິດໃນໃຈວ່າ         ມັນເອົາຂໍ້ຄວາມບ້າຫຍັງມາໃຫ້ອ່ານວະ

v

v


21. ບໍ່ມີສາລະອີ່ຫຍັງເລີຍ ...

v

v



22. ແຕ່ກໍ່ຍັງເຮັດໃຫ້ເຈົ້າອ່ານມາຮອດບ່ອນນີ້

v

v



23. ນັ້ນແນ້ !!!! ເຈົ້າລັກຍິ້ມແລ້ວ 555.   ((ຄັດມາຈາກເວບຍີ້ມລາວ.ຄອມ))

..เคล็ดไม่ลับ สัมภาษณ์งานให้ได้งาน สำหรับเด็กจบใหม่


หากพูดถึงเรื่องการสมัครงานและการสัมภาษณ์งานแล้ว คงจะไม่มีใครรู้สึกตื่นเต้นและลุ้นตัวโก่งได้มากเท่ากับเด็กจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์การสัมภาษณ์งานที่ไหนเป็นแน่ ก็แหงล่ะ ทั้งไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน ทั้งไม่เคยสัมภาษณ์งานมาก่อน ก็เลยไม่แปลกที่น้อง ๆ หลายคนจะรู้สึกประหม่า กล้า ๆ กลัว ๆ บางคนพอเห็นคุณสมบัติที่บริษัทต่าง ๆ ต้องการ ก็ถึงกับไม่กล้าสมัครงานเลยด้วยซ้ำ
วันนี้กระปุกดอทคอม ก็เลยขอรวบรวมเคล็ดลับเกี่ยวกับการสมัครงานและการสัมภาษณ์งานมาฝาก สำหรับน้อง ๆ เพิ่งเรียนจบโดยเฉพาะ เพื่อเป็นแนวทางให้น้อง ๆ ได้สมัครงานตรงกับความสามารถ และสัมภาษณ์งานผ่านฉลุย ซึ่งไม่ยากอย่างที่คิดเลยค่ะ เอ้า ว่าแล้วก็ไปดูกันดีกว่า ว่าควรต้องทำยังไงกันบ้าง

1. สมัครงานให้ตรงความสามารถที่ตัวเองมี อย่าพยายามโปรยใบสมัครไปที่ไหนก็ได้ แม้รู้ว่าตัวเองไม่ได้อยากทำงานนั้น แต่ขอให้เลือกงานที่ตรงกับความสามารถ และเป็นงานที่ตัวเองอยากทำจริง ๆ แม้ว่าทางบริษัทจะกำหนดคุณสมบัติว่าจะต้องมีประสบการณ์ 1-2 ปี ก็ตาม อย่าได้กลัว เพราะบางครั้งทางบริษัทอาจเลือกคุณไปสัมภาษณ์ก็ได้

2. แนบผลงานของตัวเองไปพร้อมประวัติ ไม่ว่าจะเป็นโปรเจคท์ที่ทำตอนเรียน หรือผลงานที่เกี่ยวข้องกับสายงานนั้น อย่าอาย เชื่อสิว่าทางบริษัทไม่หยิบมันทิ้งก่อนอ่านอย่างแน่นอน เพราะมันยิ่งทำให้เขาได้เห็นระดับความสามารถของคุณชัดเจนขึ้น และประเมินความเป็นไปได้ในการทำงานของคุณได้ก่อนจะเรียกไปสัมภาษณ์

3. รู้จักอ่อนน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ เมื่อคุณถูกเรียกสัมภาษณ์งานแล้ว แม้ว่าผู้สัมภาษณ์งานจะดูเป็นกันเองอย่างไร อย่าได้หลงแสดงพฤติกรรมเหมือนเพื่อน หรือพูดหยอกล้อเด็ดขาด ขอให้รักษากิริยาอ่อนน้อมไว้ให้ได้ตลอดการสัมภาษณ์ และท่องเอาไว้ว่า ผู้สัมภาษณ์ที่อยู่ตรงหน้านั้นกำลังจ้องมองพฤติกรรมของคุณอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปประเมินนั่นเอง

4. ตอบคำถามตรงไปตรงมาตามความคิดของตัวเอง แต่ต้องอยู่ภายใต้การรักษาน้ำใจผู้สัมภาษณ์ด้วย เพราะการพูดตรงไปตรงมานี้ จะทำให้คุณพูดจาฉะฉานขึ้นโดยอัตโนมัติ และสามารถอธิบายเหตุผลสนับสนุนความคิดนั้นได้ ดังนั้น อย่าพยายามตอบคำถามที่เอาใจผู้ฟังมากเกินไปจนสวนทางกับความ คิดของตัวเอง เพราะถ้าหากคุณโดนถามต่อ ละเอียดลึกลงไป อาการพูดตะกุกตะกักเพราะ "ไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไง" จะเกิดขึ้นอย่างง่าย ๆ อย่าคิดว่าผู้สัมภาษณ์ดูไม่ออกนะ

5. อย่าอวดเก่ง หรือแสดงท่าทีมั่นใจในความสามารถของตัวเองมากเกินไป ประเภทคุยโวโอ้อวดถึงความสามารถที่ตัวเองมี และเปรียบเทียบว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยผ่านการทำงานมาเลยนั้น มักจะตกสัมภาษณ์มานักต่อนักแล้ว เพราะมันแสดงถึงความอวดเก่ง ความมั่นใจในตัวเองเกินไป ซึ่งคนประเภทนี้มีแนวโน้มว่าจะยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นได้ยากเสียด้วย

6. เรียกเงินเดือนให้เหมาะสมกับความสามารถของตนเอง แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่า คุณต้องไม่เข้าข้างตัวเองเกินไปด้วยนะ และถ้าเป็นไปได้ ควรสอบถามพูดคุยกับรุ่นพี่ หรือคนที่เคยทำงานนี้มาก่อน ว่าเงินเดือนที่เหมาะสมนั้นอยู่ที่เท่าไร แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ควรยืดหยุ่นในเรื่องจำนวนเงินไว้บ้าง แม้จะน้อยกว่าที่คาดหวังนิดหน่อย แต่หากงานนั้นเป็นงานที่อยากทำและตรงตามความสามารถแล้วล่ะก็ ลองเข้าไปสัมผัสและเก็บประสบการณ์ดูเลย

7. ระวังเรื่องการตอบไม่ตรงคำถาม หรือการพูดออกนอกประเด็นเรื่อยเปื่อย เมื่อถูกถามคำถามที่ตอบได้เพียง ใช่ หรือ ไม่ใช่ ขอให้ตอบไปสั้น ๆ ตามนั้น และหากถามเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นคำถามเปิด อย่าตอบเรื่อยเปื่อยไม่มีทิศทาง ซึ่งแน่นอนว่า ผู้สัมภาษณ์อาจจะฟังคุณและพยักหน้าตามจนคุณพูดจบได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะประเมินคุณผ่าน จริงไหม?

8. อย่าออกอาการประหม่า จนพูดอะไรไม่ถูก หลายคนรู้สึกกลัวคำถามที่ผู้สัมภาษณ์ยังไม่ถาม คิดไปก่อนแล้วว่ามันอาจจะยากจนตอบไม่ได้ ขอให้สลัดความคิดนี้ออกไป เพราะมันจะทำให้คุณประหม่า และตอบคำถามต่าง ๆ ได้ไม่ดีเท่าที่ควร จนรู้สึกเสียดายเมื่อการสัมภาษณ์สิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้น ก่อนสัมภาษณ์ขอให้ตั้งสติดี ๆ และอย่ากดดันตัวเองระหว่างการสัมภาษณ์ แม้ว่าบรรยากาศจะชวนให้รู้สึกอย่างนั้นก็ตาม ขอให้ปล่อยทุกอย่างดำเนินไปอย่างผ่อนคลาย ถ้าคำถามไหนตอบได้ไม่ดีนัก ก็ตั้งสติตอบคำถามต่อไปดีกว่า

รู้อย่างนี้แล้ว หวังว่าน้อง ๆ คงจะรู้แนวทางในการสมัครและสัมภาษณ์งานเพื่อให้ได้งานกันมากขึ้นแล้วนะคะ แต่ถ้าหากยังไม่ได้รับการพิจารณาเข้าทำงานล่ะก็ อย่าเพิ่งหมดหวังค่ะ ขอให้เชื่อว่ามีคนที่ต้องการตัวเรารออยู่ข้างหน้า แต่เรายังหาไม่เจอเท่านั้นดีกว่าเนอะ

(เครดิต:กระปุกดอทคอม )